อาหารเสริมบำรุงดวงตา ดีจริงหรือไม่

อาหารเสริมบำรุงดวงตา ดีจริงหรือไม่
กรมการแพทย์ โดยโรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) เตือน อาหารเสริม วิตามิน ที่อ้างว่าทำให้สุขภาพตาสามารถมองเห็นได้ดีขึ้น เห็นได้ชัดขึ้น หายจากโรคตาที่เป็นอยู่ ไม่มีจริง อย่าเชื่อ แนะดูแลรักษาสุขภาพของดวงตา ถ้าเกิดมีลักษณะแตกต่างจากปกติ ควรจะไปพบคุณหมอรักษาตา

หมอมานัส โพธาภรณ์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ บอกว่า ตอนนี้อายุเฉลี่ยของราษฎรไทย ประมาณราวๆ 70 ปี เมื่ออายุยืนยาวขึ้น โรคในผู้สูงวัยย่อมเกิดขึ้นเป็นเงาตามตัว อย่างเช่น โรคสมองเสื่อม อัลไซเมอร์ ความดันเลือดสูง ไขมันในเลือดสูง ปวดหลัง กระดูกผุ ข้อเสื่อม ฯลฯ ซึ่งปัญหาหนึ่งที่ทำให้การดำรงชีพของคนวัยชราเหนื่อยยาก คือ ปัญหาตามัว ตัวอย่างเช่น โรคต้อกระจก โรคต้อหิน โรคจุดรับภาพเสื่อมในคนสูงอายุ อื่นๆ อีกมากมาย โดยเหตุนั้น ก็เลยมีการคิดหาวิธีคุ้มครองป้องกันรักษาเพื่อสุขภาพตาที่ดี มีการเห็นดียิ่งขึ้น แล้วก็หายจากโรคที่เป็นอยู่ ซึ่งตอนนี้ ยาวิเศษแบบที่โฆษณาไม่มีอยู่จริง เวลาที่โรคส่วนมากสามารถคุ้มครองแล้วก็รักษาได้ ถ้าหากได้รับข้อเสนอและการดูแลรักษาจากหมอผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ ส่วนการดูแลรักษาสุขภาพโดยการใช้วิตามินหรืออาหารเสริม ข้อมูลด้านการแพทย์ในตอนนี้พบว่า วิตามินหรือสารอาหารบางประเภทอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีคุณประโยชน์สำหรับในการป้องกัน บำรุงสุขภาพ เฉพาะบางภาวการณ์ และบางโรคเพียงแค่นั้น ซึ่งควรจะอยู่ในความดูแลจากหมอก่อนจะมีการใช้วิตามิน อาหารเสริมเพื่อให้มีความปลอดภัย

แพทย์หญิงสายจินต์ อิสีประดิฐ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) กล่าวเสริมว่า งานศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัยขนาดใหญ่ในอเมริกาซึ่งช่วยเหลือโดยหน่วยงานหารและยาของสหรัฐ ชื่อ Age – Related Eye Disease Study(AREDS.2001-2006) ทดสอบให้คนสูงอายุทานวิตามินรวม (วิตามินซี 500 mg วิตามินอี 400 หน่วย IU เบต้าแคโรทีน 50 mg สังกะสี 80 mg) ทุกวี่วันต่อเนื่องกันเป็นเวลา 5 ปี ผลที่ได้คือ วิตามินรวม ไม่ช่วยชะลอหรือลดต้อกระจกที่มีอยู่เลย แต่ดันช่วยลดการเสี่ยงในการยืนขึ้นลุกลามของโรคจุดรับภาพเสื่อมได้ 25% โดยเฉพาะในผู้เจ็บป่วยที่มีการเสี่ยงสูงเพียงแค่นั้น ซึ่งมิได้ส่งผลสำหรับในการชะลอ หรือคุ้มครองต้อกระจก

แม้กระนั้นวิตามินหรืออาหารเสริมปัจจุบันนี้ที่จัดจำหน่ายชอบมีคำว่า บางทีอาจจะ ควบคุมอยู่ด้วย ดังเช่น บางทีอาจช่วยชะลอต้อกระจก อาจมีส่วนช่วยการมองมองเห็น บางทีอาจช่วยสนับสนุนสุขภาพตา ฯลฯ ด้วยเหตุดังกล่าว ยังไม่มีงานศึกษาค้นคว้าวิจัยที่น่าไว้ใจรับรองว่า การทานวิตามินใดๆก็ตามช่วยปรับการมองเห็นให้ดีขึ้นได้ ดังนั้นถ้ามีลักษณะไม่ปกติทางตา ควรจะขอคำแนะนำหมอรักษาตาในทันที สำหรับวิธีการดูแลดวงตา ที่สามารถทำได้ คือ ใส่แว่นป้องกันแสงแดดเมื่อออกที่โล่งแจ้ง กินอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการครบ 5 กลุ่ม การกินอาหารที่มีโอเมก้า 3 สูง บางทีอาจช่วยทำให้คนเจ็บที่มีสภาวะตาแห้ง สบายตาขึ้น อาการเคืองตาและก็ตาแดงลดน้อยลง ของกินที่มีโอเมก้า 3 สูง เจอได้ในเนื้อปลาที่มีกรดไขมันดีสูง ปลาแซลมอน ปลาทูน่า โปรตีนจากเมล็ดพืชต่างๆ แหล่งของกินอื่นๆ ที่ดีต่อร่างกายและดวงตา อาทิเช่น ผักโขม หรือผักใบเขียวเข้ม

นอกจากนั้นผักผลไม้ที่มีสีเหลืองหรือส้ม อย่างเช่น แครอท ฟักทอง เป็นแหล่งของวิตามินเอสูง ดีต่อรูปแบบการทำงานของหน้าจอประสาทตา ที่สำคัญการบริหารร่างกายอย่างสม่ำเสมอรวมทั้งมีการปกป้อง ควบคุมโรคประจำตัวให้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อดวงตา ยกตัวอย่างเช่น เบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง โรคความดันเลือดสูง ฯลฯ ก็จะช่วยป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่อดวงตาที่จะตามมาในอนาคตได้

โปรตีนจากเนื้อสัตว์ vs โปรตีนจากพืช

การดูแลสุขภาพโดยการเลือกทานอาหารที่มีโปรตีนสูง เป็นเทรนด์สุขภาพของทั่วโลก ทั้งนี้จะนิยมทานโปรตีนจากเนื้อสัตว์ หรือโปรตีนจากพืชก็แล้วแต่ความชอบส่วนบุคคล แต่หากเป็นการลดน้ำหนัก ผู้คนส่วนใหญ่ก็จะเน้นโปรตีนจากพืช เพราะหลีกเลี่ยงการทานไขมัน ซึ่งไม่ใช่ความคิดที่ถูกทั้งหมด เพราะในเนื้อสัตว์มีไขมันทั้งดีและไม่ดีต่อสุขภาพนั่นเอง เรามาดูกันดีกว่าว่าโปรตีนจากเนื้อสัตว์ หรือจากพืชแตกต่างกันอย่างไร

โปรตีนจากเนื้อสัตว์
เนื้อสัตว์ ถูกเรียกว่าเป็น “โปรตีนสมบูรณ์” เพราะนอกจากโปรตีนจะประกอบไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการที่มีโปรตีนสูงแล้ว ยังเป็นโปรตีนที่มาพร้อมกับกรดอะมิโน 9 ชนิด ได้แก่ ฮีสทิดีน (histidine) ไอโซลิวซีน (isoleucine) ลิวซีน (leucine) ไลซีน (lysine) เมไธโอนีน (methionine) ฟีนิละลานีน (phenylalanine) ธรีโอนีน(threonine) ทริปโทแฟน (tryptophan) และวาลีน (valine) เห็นไหมว่าหากเรางดทานเนื้อสัตว์ ก็อาจจะทำให้ร่างกายไม่ได้รับสารอาหารอื่นๆ ไปด้วย

โปรตีนจากพืช
โปรตีนจากพืช เป็นโปรตีนที่ไม่มีไขมัน ซึ่งเกือบทั้งหมด ไม่ใช่โปรตีนสมบูรณ์ เพราะไม่มีกรดอะมิโนจำเป็นที่มาพร้อมกับโปรตีน เมือนดังเนื้อสัตว์ แต่จะมีพืชอยู่ชนิดหนึ่งที่เป็นโปรตีนสมบูรณ์นั่นก็คือ ถั่วเหลือง โดยถือว่าเป็นโปรตีนสมบูรณ์ที่มาพร้อมกรดอะมิโนที่ร่างกายต้องการครบที่สุดในบรรดาพืชที่มีโปรตีนทั้งหมด โปรตีนที่ได้จากพืชนั้นจะมีปริมาณน้อยกว่าโปรตีนที่ได้จากเนื้อสัตว์ ดังนั้น หากคิดจะงดทานเนื้อสัตว์ก็ต้องทานโปรตีนจากพืชให้มากพอกับที่ร่างกายต้องการ จึงจะถือว่าไม่เป็นการทำร้ายสุขภาพ

เรื่องจริงของโรคที่ผู้หญิง เสี่ยงเป็นมากกว่าผู้ชาย

ผู้ชายและผู้หญิงเท่าเทียมกันในสังคมปัจจุบัน แต่หลายๆ เรื่องก็คงได้แค่พูดเป็นเพียงแค่นามปธรรม เพราะในสังคมบางสิ่งบางอย่างก็ยังคงไม่เท่าเทียมในหลาย ๆ เรื่อง ทำให้ผู้หญิงในยุคปัจจุบัน ต้องเก่งในการทำงาน เป็นทั้งภรรยาที่ดีเพียบพร้อมและเป็นคุณแม่สุดสตรอง อีกทั้งก็ยังที่จะทิ้งสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ คือ รูปร่างหน้าตาต้องเพอร์เฟคอยู่เสมอ ทำให้มีทั้งความเครียดและเร่งรีบจากสารพัดกิจกรรมที่อัดแน่นในแต่ละวันจากบทบาทที่หลากหลาย และเพราะความวุ่นวายจากภารกิจรายวันทำให้หลายคนอาจลืมดูแลสุขภาพไป จนบ่อยครั้งกว่าจะรู้ตัวก็ป่วยซะแล้ว

แต่สุขภาพที่ดีนอกจากเป็นความงามที่สะท้อนออกมาสู่ภายนอกแล้ว ร่างกายที่แข็งแรงยังเป็นต้นทุนให้เราออกไปใช้ชีวิตและทำบทบาทต่าง ๆ ได้อย่างสมบูรณ์อีกด้วย เรามีข้อมูลดีๆ จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู และชะลอวัยชื่อดัง อย่างคุณหมอแอมป์ – นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ ที่จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจ ชวนผู้หญิงใส่ใจสุขภาพ

ทำไมผู้หญิงถึงเสี่ยงเป็น “โรคอ้วน-อัลไซเมอร์-ซึมเศร้า” มากกว่าผู้ชายสองเท่า
“แม้จะมีรายงานระบุว่าอายุขัยโดยเฉลี่ยของผู้หญิงอยู่ที่ 82 ปี ขณะที่ผู้ชายอยุ่ที่ 76 ปี” แต่ในทางกลับกันผู้หญิงกลับมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคต่าง ๆ ได้มากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะโรคกลุ่ม NCDs (Non-Communicable diseases) หรือที่เราน่าจะรู้จักกันในชื่อกลุ่มโรคไม่ติต่อเรื้อรัง ที่ทำให้คนไทยมีสถิติการเสียชีวิตสูงถึง 75 % โดยในปัจจุบัน พบผู้ป่วยเป็นโรคอ้วนกว่า 35 % ของประชากรไทยทั้งหมด ซึ่งเป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชายถึงสองเท่า นอกจากนี้ ผู้หญิงยังคงเสี่ยงที่จะเป็นโรคอัลไซเมอร์ เกิดภาวะเครียดและซึมเศร้า ได้มากกว่าผู้ชายถึงสองเท่าเช่นกัน รวมถึงมีความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเต้านมและมะเร็งปากมดลูกอีกด้วย

เคล็ดลับสุขภาพดี 4 ประการ
สุขภาพดีใครๆ ก็สร้างได้ งานนี้คุณหมอแอมป์จึงมีคำแนะนำดีๆ ที่จะช่วยให้ทุกคนสามารถสร้างสุขภาพที่ดีให้แก่ตัวเองได้ โดยประโยคแบบสั้น ๆ เพื่อให้ทุกคนสามารถท่องได้จำได้และนำไปใช้จริง คือ “กินก่อนหิว – นอนก่อนง่วง -ออกกำลังกายก่อนอ้วน และพักผ่อนก่อนป่วย” ที่สำคัญ คือ อย่าละเลยที่จะไปตรวจเช็คสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะโรคที่ผู้หญิงมีความเสี่ยงที่จะเป็นกันทุกคนอยู่แล้ว เช่น การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมซึ่งอาจตรวจเบื้องต้นด้วยตนเองหรือตรวจโดยแพทย์เลยก็ได้ และหากอายุเกิน 40 ปี ควรตรวจด้วยวิธีแมมโมแกรมที่มีประสิทธิภาพในการตรวจมะเร็งเต้านมมากกว่าวิธีอื่น และ ตรวจมะเร็งปากมดลูก ที่สามารถทำได้โดยวิธีแปปสเมียร์ (Pap Smear) เพื่อหาการติดเชื้อไวรัส HPV นอกเหนือจากการตรวจแล้ว แนะนำว่าสาว ๆ ควรป้องกันมะเร็งปากมดลูกด้วยการฉีดวัคซีนด้วย

ดื่มแล้วหลับง่าย ดื่มแล้วหลับยาก ดื่มอะไรก่อนนอนถึงจะดี

หากเราจะนอนไม่หลับจริงๆ ต่อให้นับแกะไปกี่ร้อยตัวก็อาจจะไม่ช่วย อ่านหนังสือก็แล้ว ดูซีรี่ส์ก็แล้ว ก็ยิ่งนอนไม่หลับเข้าไปกันใหญ่ คุณอาจจะลืมไปว่าสาเหตุที่ทำให้คุณนอนไม่หลับมีอะไรบ้าง เครียดสะสม? เพิ่งนอนไปเมื่อตอนหัวค่ำ? หรืออาจจะเพราะอาหารที่ทานไปเมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา โดยเฉพาะเครื่องดื่มก่อนนอน ที่ส่งผลต่อระบบการนอนของคุณมากกว่าที่คุณคิด

มีเครื่องดื่มบางชนิดที่ดื่มแล้วจะช่วยให้หลับสบาย หลับง่ายขึ้น แต่ก็มีเครื่องดื่มอีกหลายชนิดที่ควรหลีกเลี่ยงเช่นกัน

เครื่องดื่มที่ช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้น

  • นม
    นมมีทริปโตเฟน เป็นกรดอะมิโนที่ช่วยสังเคราะห์ฮอร์โมนเมลาโทนิน ช่วยให้เราผ่อนคลาย ลดความตึงเครียด นอนหลับสบายมากยิ่งขึ้น ดังนั้นหากตอนเด็กๆ คุณพ่อคุณแม่เคยส่งเข้านอนด้วยนมอุ่นๆ 1 แก้ว ถือว่าเป็นเรื่องดีสุดๆ เลยล่ะ สามารถเลือกดื่มได้ทั้งนมวัว และนมถั่วเหลือง ตามใจชอบเลย

Tips : เลือกเป็นนมอุ่น จะรู้สึกผ่อนคลายหลับสบายกว่านมเย็น ควรเลือกนมจืด เพื่อหลีกเลี่ยงการเพิ่มน้ำตาลให้กับร่างกายโดยไม่จำเป็นก่อนนอน และควรแปรงฟันหลังดื่มนมด้วย

  • ชาคาโมมายล์
    แม้จะเห็นว่าเป็นชา แต่ก็เป็นชาที่ออกฤทธิ์คล้ายยาระงับประสาท และช่วยผ่อนคลายจิตใจให้รู้สึกสบาย และนอนหลับง่ายขึ้นได้ เป็นผลมาจากสารต้านอนุมูลอิสระ flavonoid apigenin ที่อยู่ในชานั่นเอง

 

  • สมูทตี้จากผักผลไม้แมกนีเซียมสูง
    เพราะแมกนีเซียมมีส่วนช่วยในการผ่อนคลายกล้ามเนื้อตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ดังนั้นหากได้ทานสมูทตี้ หรือเครื่องดื่มที่รวมผักผลไม้ที่มีแมกนีเซียมปั่นรวมกัน ทานในช่วงก่อนนอน นอกจากจะช่วยให้นอนหลับสบายแล้ว ตื่นเช้ามารับรองว่าระบบขับถ่ายก็ต้องดีตามไปด้วยแน่นอน

Tips : อาหารที่มีแมกนีเซียมสูง เช่น ผักปวยเล้ง เมล็ดฟักทอง เมล็ดทานตะวัน ควินัว กล้วย และถั่วต่างๆ

เครื่องดื่มที่ไม่ควรดื่มก่อนเข้านอน

  • เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน
    ชา กาแฟ น้ำอัดลม ช็อกโกแลต โกโก้ เครื่องดื่มเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีส่วนผสมของคาเฟอีนที่ช่วยให้ตื่นตัว ดังนั้นเราก็ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มเหล่านี้ก่อนนอน ถ้าจะให้ดีคือ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนทุกชนิดอย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อนนอนจะดีที่สุด

 

  • เครื่องดื่มน้ำตาลสูง
    นอกจากร่างกายจะไม่ต้องการเครื่องดื่มที่ให้พลังงานอะไรมากมายก่อนนอนแล้ว เครื่องดื่มน้ำตาลสูงยังมีความเสี่ยงที่จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง รบกวนการผ่อนคลายของร่างกายระหว่างนอนได้ เครื่องดื่มน้ำตาลสูงนอกจากจะมีน้ำอัดลมแล้ว ยังรวมไปถึงน้ำผลไม้ต่างๆ อีกด้วย

นอกจากอาหารที่เราทานก่อนนอน การออกกำลังกาย ปรับสภาพบรรยากาศในห้องนอน ทำสมาธิ ยังช่วยให้เรานอนหลับสนิท นอนหลับง่ายมากขึ้นได้ แต่หากใครมีปัญหานอนไม่หลับขั้นรุนแรง ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง และหาทางแก้ไขอย่างถูกต้องค่ะ

รู้หรือไม่ว่าเป็นโรคตับแข็งแล้วอยู่ได้กี่ปี?

รู้หรือไม่? ตับก็มีโรคติดต่อนะ

หลายคนอาจยังไม่มีความรู้เกี่ยวกับโรคตับเลยสักนิด ทำให้มีความข้องใจว่า โรคตับแข็งอยู่ได้กี่ปี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะรู้เรื่องอื่นๆ เพราะมีอีกหลายคนเช่นกันที่ไม่รู้ว่าไวรัสตับอักเสบบี เป็นโรคติดต่อที่อันตรายมาก หากมีการติดเชื้ออาจนำไปสู้โรคร้ายที่เป็นภัยอันตรายต่อตับและส่งผลให้เสียชีวิตได้

ไวรัสตับอักเสบบี (HBV) สามารถติดต่อกันได้ผ่านทางสารคัดหลั่งที่มาจากร่างกาย เช่น

  • ทางเลือด (การรับบริจาคเลือด)
  • ติดผ่านทางเข็ดฉีดยา
  • การฝั่งเข็ม
  • อุปกรณ์อื่นๆที่มีการปนเปื้อน
  • หรือการติดต่อจากการมีเพศสัมพันธ์ทางสารคัดหลั่ง

ในปัจจุบัน ผู้ป่วยที่ป่วยเป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบี ในประเทศไทยก็มีการแพร่ระบาดของไวรัสตับอักเสบ บี สูงประมาณร้อยละ 6-10 ของประชากรทั้งหมด คิดเป็นจำนวนประชากร 6-7 ล้านคน โดยส่วนใหญ่การรับเชื้อจะมาจากมารดาเป็นพาหะติดต่อสู่ทารกในตอนคลอด

 

อาการแรกเริ่มที่สามารถทำได้เองโดยการสังเกตคือ

  • ปวดท้อง
  • มีไข้
  • คลื่นไส้อาเจียน
  • ตัวเหลืองตาเหลือก

หากรู้สึกว่ามีอาการไม่ปกติควรจะรีบไปพบแพทย์ทันที หากแพทย์พบว่าเข้าข่ายโรคนี้ จะวินิจฉัยเพิ่มเติมโดยการตรวจเลือดและอาจนำเอาตัวอย่างชิ้นเนื้อตับไปตรวจเพิ่มด้วย ซึ่งโรคนี้สามารถแบ่งได้ 2 แบบคือ ระยะเฉียบพลัน และระยะเรื้อรัง ซึ่งการรักษาของแต่ละระยะก็จะแตกต่างกัน ซึ่งระยะเฉียบพลันนั้นจะสามารถหายได้เอง เพียงพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีโภชนาการสูง และดื่มน้ำมากๆ เพื่อร่างกายจะได้มีกำลังในการกำจัดไวรัสออกไป หากพบว่าอยู่ในระยะเรื้อรัง ผู้ป่วยต้องได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีและเหมาะสมเพื่อไม่ให้เพิ่มความเสี่ยงที่ทำให้เป็นโรคตับรุนแรง และป้องกันไม่ให้แพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น อาจมีการรักษาด้วยยาต้ายเชื้อไวรัส ยาอินเตอร์เฟอรอน หรือการผ่าตัดเปลี่ยนตับ เป็นต้น

หากมีการเกิดภาวะแทรกซ้อน นั่นหมายความว่า เชื้อไวรัสได้แพร่กระจายเข้าสู่ตับแล้ว จึงทำให้เกิดโรคตับแข็ง ตับวาย และมะเร็งตับ ซึ่งโรคเหล่านี้จะทำให้เซลล์ตับค่อยๆถูกทำลายจนตับไม่สามารถใช้งานได้ อาจถึงขั้นต้องเปลี่ยนตับหรือปลูกถ่ายตับใหม่ อย่างไรก็ตาม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคร้ายแรง เราสามารถฉีดวัคซีนป้องกันได้ โดยควรฉีดตั้งแต่วัยเด็กแรกเกิด และดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่กังวลหรือเครียดมากเกินไป และหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องสัมผัสเลือด หรือการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่มีการป้องกัน

โรคต่างๆ ที่เกิดจากความอ้วน

อ้วน!!! เสี่ยงต่อโรคใดบ้าง?
ได้มีการศึกษาวิจัยพบว่า

ผู้ที่มีดัชนีความหนาของร่างกายตั้งแต่ 30 กิโลกรัมต่อตารางเมตรขึ้นไป มีโอกาสตายก่อนวัยอันสมควร สูงกว่าคนที่มีน้ำหนักปกติถึง 30% เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ คนอ้วนมีโอกาสเป็นโรคต่อไปนี้ได้ง่ายนั่นเอง

1. โรคความดันโลหิตสูง

2. โรคหัวใจขาดเลือด

3. โรคโคเลสเตอรอลสูงในเลือด

4. โรคไตรกลีเซอไรด์สูงในเลือด

5. โรคเบาหวาน

6. โรคนิ่วในถุงน้ำดี

7. กระดูกและข้อเสื่อมเร็วกว่าคนปกติ

8. ระบบทางเดินหายใจทำงานไม่สะดวก

9. โรคที่เกี่ยวกับปัญหาด้านจิตใจ

แต่ละโรคที่กล่าวมาแล้ว ล้วนแล้วแต่มีความร้ายแรงและยากต่อการรักษาพยาบาลเป็นอย่างยิ่ง ถ้าท่านยังไม่อ้วนและสามารถควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดได้ตลอดเวลา ท่านจะมีโอกาสเกิดโรคดังกล่าวน้อยมาก ส่วนท่านที่อ้วนแล้ว ท่านจะต้องตั้งใจอย่างแน่วแน่ เพื่อค่อยๆ ลดน้ำหนักลงมาให้อยู่ในเกณฑ์ปกติฑ์ให้ได้ เราขอเป็นกำลังใจให้ท่านประสบความสำเร็จในการลดน้ำหนักนะคะ

อดนอนส่งผลเสียต่อร่างกายขนาดไหน

เราถูกสอนกันมานานแล้วว่าคนเราต้องนอนอย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมงเพื่อให้ร่างกายได้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ แต่ข้อมูลปัจจุบันพบว่าคนส่วนใหญ่อาจไม่ต้องนอนให้ถึง 8 ชั่วโมงก็ได้ แต่ต้องเป็นการนอนหลับที่มีคุณภาพเพียงพอ

สิ่งต่อไปนี้ใช้ช่วยสังเกตตัวเองได้ว่าเรานอนหลับเพียงพอหรือไม่

  1. เมื่อตื่นมาตอนเช้า เรารู้สึกยังไม่สดชื่น อยากจะนอนต่อไปอีก
  2. ในระหว่างวัน เรามีอาการง่วงเหงาหาวนอนอยู่เรื่อยๆ
  3. ถ้ามีโอกาสได้นอนในตอนกลางวันเราอาจหลับไปภายในเวลา 5 นาทีเท่านั้น

การนอนไม่พอมีผลต่อร่างกายอย่างแน่นอน ถ้าเรานอนน้อยไปเพียงหนึ่งวันอาจไม่เห็นผลกระทบที่รุนแรงนัก อย่างมากก็แค่ง่วงซึมบ้างในช่วงกลางวัน แต่ครั้นพอตกกลางคืนเมื่อได้นอนอย่างเต็มอิ่มอีกครั้งร่างกายก็จะฟื้นตัวกลับมาสดชื่นได้อีกในวันรุ่งขึ้น แต่ถ้ายังคงอดนอนต่อไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งเห็นผลกระทบชัดเจนขึ้น

การอดนอนส่งผลกระทบทั้งต่อร่างกายและอารมณ์พร้อมกัน ดังนี้

  • ทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย
    เพราะไม่มีการสำรองพลังงานมาใช้ในวันรุ่งขึ้น มีผู้กล่าวว่าถ้าร่างกายเรามีพลังงานอยู่เท่ากับ 100% เราจะหมุนเวียนพลังงานใช้จริงอยู่เพียง 70% ที่เหลืออีก 30% จะเป็นพลังงานสำรองของชีวิตเอาไว้ใช้ในยามป่วยไข้ไม่สบายหรือใช้ในภาวะฉุกเฉินต่างๆรวมถึงภาวะอดนอนนี้ด้วย ดังนั้นจึงพบว่าถ้าอดนอนสั้นๆ เราจึงไม่เป็นอะไรมาก แต่ถ้านานไปพลังงานที่เหลือ 30% นี้ก็จะร่อยหรอลงและเมื่อนั้นเราก็จะมีอาการไม่สบายชัดเจนขึ้น

 

  • การอดนอนทำให้เกิดโรคอ้วนตามมาได้
    เนื่องจากเกิดความผิดปกติของกระบวนการเผาผลาญน้ำตาลในเลือด ทำให้น้ำตาลในเลือดมีไม่เพียงพอ ส่งผลให้เราต้องรับประทานมากยิ่งขึ้น อาการจะคล้ายกับผู้ป่วยโรคเบาหวานแบบที่ 2 (Diabetes type 2) การที่เราตื่นอยู่นานแบบอดนอนทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานมากขึ้น เราจึงรู้สึกอยากรับประทานอาหารมากยิ่งขึ้นไปอีก จากหลักฐานการศึกษาพบว่าความอ้วนที่เกิดจากการอดนอนพบได้บ่อยขึ้นในคนอายุน้อย หรือในวัยกลางคนมากกว่ากลุ่มผู้สูงอายุ ปัจจัยเสริมอย่างอื่นก็เช่นการดูทีวีรอบดึกก็มีผลให้อยากรับประทานอาหารเพิ่มอีกหนึ่งมื้อ หรืออยากรับประทานขนมขบเคี้ยวมากขึ้น ก็จะยิ่งเป็นตัวเสริมให้อ้วนขึ้นไปเรื่อยๆ

 

  • การอดนอนทำให้ร่างกายไม่เจริญเติบโต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็ก
    เนื่องจากฮอร์โมนเกี่ยวกับการเจริญเติบโตถูกสร้างน้อยลง รวมไประบบภูมิคุ้มกันของร่างกายถูกรบกวนอีกด้วย ทำให้เจ็บป่วยได้ง่าย หรือรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตจากการอดนอนเลยก็มีดังที่เป็นข่าวข้างต้น

เมื่ออดนอนเรื้อรังจะส่งผลต่อการทำงานของสมอง ดังนี้

  • ทำให้หลอดเลือดสมองตีบ
    มีผลการศึกษาทางการแพทย์รายงานว่าผู้ที่มีปัญหาปวดศีรษะและความจำไม่ดีจำนวนหนึ่งเมื่อตรวจเอกซเรย์สมองแล้วพบว่ามีหลอดเลือดสมองตีบ และเมื่อสืบประวัติย้อนกลับไปพบว่าจำนวนมากที่มีประวัตินอนไม่พอร่วมด้วย หลังจากที่ผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้นอนหลับเพิ่มขึ้นก็พบว่าหลอดเลือดสมองที่ตีบนั้นดีขึ้นเช่นกัน นักวิจัยกำลังศึกษาเรื่องนี้มากขึ้นและอาจมีเหตุผลอธิบายที่ชัดเจนขึ้นในอนาคต

 

  • ทำให้กระบวนการเรียนรู้ช้าลง
    การอดนอนจะมีผลต่อการทำงานของสมองในส่วนต่างๆ ให้ทำงานผิดไป เช่นที่สมองส่วนหน้าสุด (prefrontal cortex) จะทำให้การเรียนรู้จากคำพูด (verbal learning tasks) แย่ลง ส่วนกลีบสมองบริเวณขมับ (Temporal lobe) จะทำให้การเรียนรู้ด้านภาษา (language processing) ช้าลง

 

  • ทำให้เกิดอาการงีบหลับสั้นๆ หรือที่เรียกว่า “หลับกลางอากาศ” หรือ “หลับใน”
    เกิดจากการที่สมองส่วนธาลามัส (Thalamus) ของคนที่นอนไม่พอ จะหยุดทำงานช่วงสั้นๆ แบบชั่วคราว อาจเป็นวินาทีหรือนานถึงครี่งนาที ทำให้เกิดอาการงีบหลับ ไม่ตื่นตัว ไม่ตอบสนองต่อการรับรู้ใดๆ หรือรับรู้ได้ช้า บางคนเรียกภาวะนี้ว่า “หลับใน” ซึ่งเป็นอันตรายมากถ้าเกิดขึ้นระหว่างที่กำลังขับรถหรือระหว่างการทำงานที่ต้องใช้ความเร็วหรือความแม่นยำอยู่ด้วย เราคงได้ฟังเรื่องอุบัติเหตุทางรถยนต์จากการหลับในนี้อยู่บ่อยครั้งแล้วนะครับ

 

  • ทำให้เกิดอาการทางจิต
    การอดนอนชนิดรุนแรงสามารถทำให้เกิดภาวะโรคทางจิต (psychosis) ได้ เช่น อาการหูแว่ว ประสาทหลอน หลงผิด ระแวงกลัวคนมาทำร้าย หรือมีอาการคล้ายคนที่เป็นโรคอารมณ์แปรปรวนหรือโรคอารมณ์สองขั้ว (Bipolar disorder) เช่นมีอารมณ์ร่าเริงสนุกสนานผิดปกติ หรือมีอารมณ์เศร้าผิดปกติได้ นอกจากนั้นยังทำให้เกิดอาการหงุดหงิดง่าย หรืออารมณ์เสียง่ายมากน้อยตามแต่ความรุนแรงของการอดนอนนั้น

แนวทางการรักษาเรื่องอดนอนที่ได้ผลดีที่สุด คือ การนอนให้พอเพียง อาจจะใช้เวลานอนให้มากกว่าปกติในวันก่อนที่รู้ว่าจะต้องอดนอน และเมื่ออดนอนมาแล้วก็ควรหาเวลานอนชดใช้ให้มากพอ ภาวะอดนอนก็จะดีขึ้นได้เองโดยที่ไม่ต้องไปหาการรักษาที่ยุ่งยากอื่น

ท่านอนที่ดีต่อสุขภาพ

นอนท่าไหน ส่งผลตต่อสุขภาพอย่างไร

นอกเหนือจากระยะเวลาการนอนในแต่ละวันที่ส่งผลต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตแล้ว (ระยะเวลาการนอนหลับที่เหมาะสม คือ 6-8 ชั่วโมงต่อวัน) ท่าทางการนอนก็เป็นเรื่องที่ส่งผลต่อการหลับและสุขภาพของคุณด้วยเช่นกัน เพราะการนอนผิดท่าผิดทางสามารถทำให้คุณมีอาการต่างๆ ได้ เช่น ปวดหลังและคอ รู้สึกอ่อนล้า การหยุดหายใจชั่วขณะ ปวดหัว รวมถึงการเกิดริ้วรอยก่อนวัยด้วย

หากคุณกำลังสงสัยว่า แล้วท่านอนท่าไหนที่เหมาะสมที่สุด ลองมาดูกัน

• นอนหงาย

ถึงแม้ว่าการนอนหงายอาจจะไม่ใช่ท่าทางการนอนที่คนนิยมนอนกันมากที่สุด เพราะจากการสำรวจมีเพียง 8 เปอร์เซนต์เท่านั้นที่นอนในท่านี้ แต่ในทางกลับกัน การนอนหงายถือเป็นท่านอนที่ดีสุดและดีต่อสุขภาพ เพราะลักษณะท่าทางการนอนหงาย แผ่นหลังจะแนบกับพื้น ทำให้หัว คอ และกระดูกสันหลังอยู่ในท่าทางที่เป็นธรรมชาติ นั่นหมายความว่าไม่มีแรงกดเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษต่ออวัยวะที่กล่าวมา ส่งผลให้เกิดอาการเจ็บปวดน้อยที่สุดในขณะนอน

นอกจากนี้การนอนในท่าทางนี้ยังช่วยในเรื่องการเกิดอาการกรดไหลย้อนได้ด้วย อย่างไรก็ดี คำแนะนำสำหรับการนอนหงายที่ดี ควรเลือกหมอนที่มีความสูงที่เหมาะสมโดยรองรับศรีษะเพื่อให้กระเพาะอาหารอยู่ต่ำกว่าหลอดอาหาร ป้องกันอาหารหรือกรดย้อนออกมาจากระบบย่อยอาหาร

• นอนหันข้าง

การนอนหันข้างช่วยสามรถลดอาการกรดไหลย้อนได้เช่นเดียวกัน รวมถึงลดอาการปวดหลังและคอ เนื่องจากลำตัว กระดูกสันหลังและขาเหยียดตรง อีกทั้งยังช่วยเรื่องลดอาการกรนได้ดี เพราะเป็นท่าที่ระบบหายใจเปิดโล่ง

จากเหตุผลดังกล่าว จึงทำให้ท่านอนหันข้างถือเป็นหนึ่งในท่าทางการนอนที่ดีเช่นกัน โดยเฉพาะกับผู้ที่มีปัญหาเรื่องการหยุดหายใจขณะนอนหลับ อย่างไรก็ตาม ท่าทางการนอนนี้ก็มีข้อเสียอยู่บ้าง คือเกิดริ้วรอยบนใบหน้าเพราะครึ่งหนึ่งของใบหน้ากดลงบนหมอนนั่นเอง

• นอนคว่ำ

แม้จะเป็นลักษณะท่าทางการนอนที่ดีสำหรับคนที่มีเรื่องการกรน แต่โดยทั่วไปแล้วกลับส่งผลเสียในด้านอื่นๆ หลายอย่าง เพราะจำนวน 7 เปอร์เซนต์ของคนที่นิยมนอนท่านี้มักมีอาการปวดหลังและคอ เนื่องจากกระดูกสันหลังอยู่ในลักษณะที่ไม่เป็นธรรมชาติ

นอกจากนี้ กระเพาะของผู้นอนยังถูกกดทับ ซึ่งจะทำให้เกิดอาการชา จุกเสียด และปวดได้

• นอนขดตัว

จากจำนวน 41 เปอร์เซ็นต์ของผู้ใหญ่ที่นอนในท่าขดตัวเหมือนทารกในครรภ์ จึงทำให้ท่านอนขดตัวได้รับความนิยมมากที่สุดในบรรดาท่าทางการนอนที่กล่าวมาทั้งหมด การนอนหันข้างขดตัวและงอเข่า เหมาะสำหรับสตรีที่กำลังตั้งครรภ์ เพราะช่วยเพิ่มวงรอบของร่ายกายและทารกในครรภ์

ไม่เพียงแค่สตรีมีครรภ์ทั้งนั้น แต่การนอนขดตัวยังเหมาะสำหรับคนที่ชอบนอนกรนด้วย ถึงอย่างนั้นการอยู่ในท่าขดตัวนานๆ อาจส่งผลกระทบต่อกระบังลมได้ รวมทั้งทำให้รู้สึกอ่อนล้าได้เมื่อตื่นนอนตอนเช้า โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการปวดข้อหรือหลัง วิธีแก้ไขคือยืดตัวให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ หรืออาจจะวางหมอนไว้ระหว่างเขาเพื่อลดการตึงของสะโพก

ประโยชน์ของการวิ่งที่คุณควรรู้

ทุกคนทราบกันดีอยู่แล้วว่าการวิ่งนั้นสามารถช่วยลดน้ำหนักและปรับรูปร่างได้ แต่คุณรู้หรือไม่ว่าความจริงแล้วการวิ่งนั้นมีประโยชน์ต่อร่างกายแทบทุกส่วน รวมไปถึงยกระดับอารมณ์ของคุณขึ้นมาได้ด้วย การวิ่งนั้นช่วยให้คุณสุขภาพดีขึ้นอย่างเหลือเชื่อ และแม้ว่าการออกกำลังกายอาจไม่ใช่เรื่องที่ทุกคนจะชื่นชอบ แต่ลองมาดูกันก่อนว่าการวิ่งมีประโยชน์มากมายขนาดไหน บางทีคุณอาจมองการวิ่งด้วยมุมมองใหม่ๆ แล้วอยากลองวิ่งดูสักทีก็ได้นะ

1. ปรับปรุงสุขภาพของคุณ
เชื่อหรือไม่ว่าการวิ่งนั้นเป็นวิธีสุดยอดของการยกระดับสุขภาพทั้งเรือนร่าง จากการวิจัยพบว่าการวิ่งจะช่วยเพิ่มระดับของคอเลสเตอรอลที่ดี ในขณะที่ช่วยยกระดับการทำงานของปอดและช่วยให้ใช้งานปอดได้ดีขึ้น ทั้งยังเพิ่มระดับของภูมิคุ้มกัน และยังลดความเสี่ยงในการเกิดลิ่มเลือดได้ด้วย

2. ป้องกันโรค
สำหรับผู้หญิง การวิ่งช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านม และยังลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือดสมอง แพทย์หลายคนแนะนำให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานระยะแรกให้ออกกำลังกายด้วยการวิ่ง รวมไปถึงยังเหมาะกับผู้ป่วยโรคความดันโรคหิตสูง โรคกระดูกพรุน และยังช่วยป้องกันความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจได้ โดยการวิ่งจะช่วยให้หลอดเลือดแดงมีความยืดหยุ่นขึ้น เสริมสร้างความแข็งแรงของหัวใจ ลดโอกาสที่จะมีอาการหัวใจวายได้อย่างมาก

3. ช่วยลดน้ำหนัก
การวิ่งเป็นการออกกำลังกายที่ช่วยให้คุณลดน้ำหนักหรือรักษาน้ำหนักไว้ให้คงที่ ซึ่งการวิ่งนี้จะช่วยเผาผลาญพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นอันดับสอง เมื่อเทียบกันเป็นพลังงานต่อนาที ซึ่งเป็นรองแค่การเล่นสกีเท่านั้น

4. เพิ่มความมั่นใจของคุณ
การวิ่งไม่เพียงแต่มีประโยชน์ต่อร่างกายเท่านั้น แต่ยังช่วยกระตุ้นความมั่นใจและความนับถือตัวเองขึ้นมาได้ด้วย ด้วยการตั้งเป้าหมายอย่างมีวินัยและมุ่งมั่นในการวิ่งจะช่วยให้คุณได้รู้สึกมีอำนาจในตนเอง ทำให้คุณรู้สึกมีความสุขมากขึ้นตามไปด้วย

5. บรรเทาความเครียด
ความเครียดเป็นสาเหตุหนึ่งของปัญหาสุขภาพและปัญหาทางด้านอารมณ์ นอกจากนี้ยังลดความอยากอาหารและคุณภาพการนอนหลับก็ลดลงไปด้วย เมื่อคุณวิ่งจะมีการบังคับให้ร่างกายใช้พลังงานและฮอร์โมนส่วนเกิน จึงช่วยลดอาการปวดหัวจากความตึงเครียดได้

6. ขจัดภาวะซึมเศร้า
เมื่อคุณรู้สึกหดหู่ สิ่งสุดท้ายที่คุณต้องการทำก็คือลุกขึ้นมาแล้วออกไปวิ่ง แต่คุณจะพบว่าหลังจากใช้เวลาวิ่งเพียงไม่กี่นาที สมองก็จะปลอดปล่อยฮอร์โมนซึ่งช่วยยกระดับอารมณ์ของคุณขึ้น แต่อย่างไรก็ดียังมีวิธีอื่นๆ ที่รักษาอาการซึมเศร้าได้ดีและเร็วกว่าการออกกำลังกายเช่นการวิ่งนี้

จะเห็นได้ว่าการวิ่งช่วยซ่อมแซมสุขภาพได้หลายอย่างด้วยกัน แต่ความจริงนี่เป็นเพียงประโยชน์ส่วนน้อยเท่านั้น การวิ่งมีประโยชน์ต่อทั้งร่างกาย จิตใจและจิตวิญญาณ แค่การวิ่งระยะสั้นๆ ก็ทำให้รู้สึกระปรี้กระเปร่าขึ้น มีสมาธิมากขึ้น และมีความสุขในชีวิตมากขึ้นไปด้วย