ดื่มแล้วหลับง่าย ดื่มแล้วหลับยาก ดื่มอะไรก่อนนอนถึงจะดี

หากเราจะนอนไม่หลับจริงๆ ต่อให้นับแกะไปกี่ร้อยตัวก็อาจจะไม่ช่วย อ่านหนังสือก็แล้ว ดูซีรี่ส์ก็แล้ว ก็ยิ่งนอนไม่หลับเข้าไปกันใหญ่ คุณอาจจะลืมไปว่าสาเหตุที่ทำให้คุณนอนไม่หลับมีอะไรบ้าง เครียดสะสม? เพิ่งนอนไปเมื่อตอนหัวค่ำ? หรืออาจจะเพราะอาหารที่ทานไปเมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา โดยเฉพาะเครื่องดื่มก่อนนอน ที่ส่งผลต่อระบบการนอนของคุณมากกว่าที่คุณคิด

มีเครื่องดื่มบางชนิดที่ดื่มแล้วจะช่วยให้หลับสบาย หลับง่ายขึ้น แต่ก็มีเครื่องดื่มอีกหลายชนิดที่ควรหลีกเลี่ยงเช่นกัน

เครื่องดื่มที่ช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้น

  • นม
    นมมีทริปโตเฟน เป็นกรดอะมิโนที่ช่วยสังเคราะห์ฮอร์โมนเมลาโทนิน ช่วยให้เราผ่อนคลาย ลดความตึงเครียด นอนหลับสบายมากยิ่งขึ้น ดังนั้นหากตอนเด็กๆ คุณพ่อคุณแม่เคยส่งเข้านอนด้วยนมอุ่นๆ 1 แก้ว ถือว่าเป็นเรื่องดีสุดๆ เลยล่ะ สามารถเลือกดื่มได้ทั้งนมวัว และนมถั่วเหลือง ตามใจชอบเลย

Tips : เลือกเป็นนมอุ่น จะรู้สึกผ่อนคลายหลับสบายกว่านมเย็น ควรเลือกนมจืด เพื่อหลีกเลี่ยงการเพิ่มน้ำตาลให้กับร่างกายโดยไม่จำเป็นก่อนนอน และควรแปรงฟันหลังดื่มนมด้วย

  • ชาคาโมมายล์
    แม้จะเห็นว่าเป็นชา แต่ก็เป็นชาที่ออกฤทธิ์คล้ายยาระงับประสาท และช่วยผ่อนคลายจิตใจให้รู้สึกสบาย และนอนหลับง่ายขึ้นได้ เป็นผลมาจากสารต้านอนุมูลอิสระ flavonoid apigenin ที่อยู่ในชานั่นเอง

 

  • สมูทตี้จากผักผลไม้แมกนีเซียมสูง
    เพราะแมกนีเซียมมีส่วนช่วยในการผ่อนคลายกล้ามเนื้อตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ดังนั้นหากได้ทานสมูทตี้ หรือเครื่องดื่มที่รวมผักผลไม้ที่มีแมกนีเซียมปั่นรวมกัน ทานในช่วงก่อนนอน นอกจากจะช่วยให้นอนหลับสบายแล้ว ตื่นเช้ามารับรองว่าระบบขับถ่ายก็ต้องดีตามไปด้วยแน่นอน

Tips : อาหารที่มีแมกนีเซียมสูง เช่น ผักปวยเล้ง เมล็ดฟักทอง เมล็ดทานตะวัน ควินัว กล้วย และถั่วต่างๆ

เครื่องดื่มที่ไม่ควรดื่มก่อนเข้านอน

  • เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน
    ชา กาแฟ น้ำอัดลม ช็อกโกแลต โกโก้ เครื่องดื่มเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีส่วนผสมของคาเฟอีนที่ช่วยให้ตื่นตัว ดังนั้นเราก็ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มเหล่านี้ก่อนนอน ถ้าจะให้ดีคือ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนทุกชนิดอย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อนนอนจะดีที่สุด

 

  • เครื่องดื่มน้ำตาลสูง
    นอกจากร่างกายจะไม่ต้องการเครื่องดื่มที่ให้พลังงานอะไรมากมายก่อนนอนแล้ว เครื่องดื่มน้ำตาลสูงยังมีความเสี่ยงที่จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง รบกวนการผ่อนคลายของร่างกายระหว่างนอนได้ เครื่องดื่มน้ำตาลสูงนอกจากจะมีน้ำอัดลมแล้ว ยังรวมไปถึงน้ำผลไม้ต่างๆ อีกด้วย

นอกจากอาหารที่เราทานก่อนนอน การออกกำลังกาย ปรับสภาพบรรยากาศในห้องนอน ทำสมาธิ ยังช่วยให้เรานอนหลับสนิท นอนหลับง่ายมากขึ้นได้ แต่หากใครมีปัญหานอนไม่หลับขั้นรุนแรง ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง และหาทางแก้ไขอย่างถูกต้องค่ะ

รู้หรือไม่ว่าเป็นโรคตับแข็งแล้วอยู่ได้กี่ปี?

รู้หรือไม่? ตับก็มีโรคติดต่อนะ

หลายคนอาจยังไม่มีความรู้เกี่ยวกับโรคตับเลยสักนิด ทำให้มีความข้องใจว่า โรคตับแข็งอยู่ได้กี่ปี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะรู้เรื่องอื่นๆ เพราะมีอีกหลายคนเช่นกันที่ไม่รู้ว่าไวรัสตับอักเสบบี เป็นโรคติดต่อที่อันตรายมาก หากมีการติดเชื้ออาจนำไปสู้โรคร้ายที่เป็นภัยอันตรายต่อตับและส่งผลให้เสียชีวิตได้

ไวรัสตับอักเสบบี (HBV) สามารถติดต่อกันได้ผ่านทางสารคัดหลั่งที่มาจากร่างกาย เช่น

  • ทางเลือด (การรับบริจาคเลือด)
  • ติดผ่านทางเข็ดฉีดยา
  • การฝั่งเข็ม
  • อุปกรณ์อื่นๆที่มีการปนเปื้อน
  • หรือการติดต่อจากการมีเพศสัมพันธ์ทางสารคัดหลั่ง

ในปัจจุบัน ผู้ป่วยที่ป่วยเป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบี ในประเทศไทยก็มีการแพร่ระบาดของไวรัสตับอักเสบ บี สูงประมาณร้อยละ 6-10 ของประชากรทั้งหมด คิดเป็นจำนวนประชากร 6-7 ล้านคน โดยส่วนใหญ่การรับเชื้อจะมาจากมารดาเป็นพาหะติดต่อสู่ทารกในตอนคลอด

 

อาการแรกเริ่มที่สามารถทำได้เองโดยการสังเกตคือ

  • ปวดท้อง
  • มีไข้
  • คลื่นไส้อาเจียน
  • ตัวเหลืองตาเหลือก

หากรู้สึกว่ามีอาการไม่ปกติควรจะรีบไปพบแพทย์ทันที หากแพทย์พบว่าเข้าข่ายโรคนี้ จะวินิจฉัยเพิ่มเติมโดยการตรวจเลือดและอาจนำเอาตัวอย่างชิ้นเนื้อตับไปตรวจเพิ่มด้วย ซึ่งโรคนี้สามารถแบ่งได้ 2 แบบคือ ระยะเฉียบพลัน และระยะเรื้อรัง ซึ่งการรักษาของแต่ละระยะก็จะแตกต่างกัน ซึ่งระยะเฉียบพลันนั้นจะสามารถหายได้เอง เพียงพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีโภชนาการสูง และดื่มน้ำมากๆ เพื่อร่างกายจะได้มีกำลังในการกำจัดไวรัสออกไป หากพบว่าอยู่ในระยะเรื้อรัง ผู้ป่วยต้องได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีและเหมาะสมเพื่อไม่ให้เพิ่มความเสี่ยงที่ทำให้เป็นโรคตับรุนแรง และป้องกันไม่ให้แพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น อาจมีการรักษาด้วยยาต้ายเชื้อไวรัส ยาอินเตอร์เฟอรอน หรือการผ่าตัดเปลี่ยนตับ เป็นต้น

หากมีการเกิดภาวะแทรกซ้อน นั่นหมายความว่า เชื้อไวรัสได้แพร่กระจายเข้าสู่ตับแล้ว จึงทำให้เกิดโรคตับแข็ง ตับวาย และมะเร็งตับ ซึ่งโรคเหล่านี้จะทำให้เซลล์ตับค่อยๆถูกทำลายจนตับไม่สามารถใช้งานได้ อาจถึงขั้นต้องเปลี่ยนตับหรือปลูกถ่ายตับใหม่ อย่างไรก็ตาม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคร้ายแรง เราสามารถฉีดวัคซีนป้องกันได้ โดยควรฉีดตั้งแต่วัยเด็กแรกเกิด และดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่กังวลหรือเครียดมากเกินไป และหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องสัมผัสเลือด หรือการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่มีการป้องกัน

โรคต่างๆ ที่เกิดจากความอ้วน

อ้วน!!! เสี่ยงต่อโรคใดบ้าง?
ได้มีการศึกษาวิจัยพบว่า

ผู้ที่มีดัชนีความหนาของร่างกายตั้งแต่ 30 กิโลกรัมต่อตารางเมตรขึ้นไป มีโอกาสตายก่อนวัยอันสมควร สูงกว่าคนที่มีน้ำหนักปกติถึง 30% เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ คนอ้วนมีโอกาสเป็นโรคต่อไปนี้ได้ง่ายนั่นเอง

1. โรคความดันโลหิตสูง

2. โรคหัวใจขาดเลือด

3. โรคโคเลสเตอรอลสูงในเลือด

4. โรคไตรกลีเซอไรด์สูงในเลือด

5. โรคเบาหวาน

6. โรคนิ่วในถุงน้ำดี

7. กระดูกและข้อเสื่อมเร็วกว่าคนปกติ

8. ระบบทางเดินหายใจทำงานไม่สะดวก

9. โรคที่เกี่ยวกับปัญหาด้านจิตใจ

แต่ละโรคที่กล่าวมาแล้ว ล้วนแล้วแต่มีความร้ายแรงและยากต่อการรักษาพยาบาลเป็นอย่างยิ่ง ถ้าท่านยังไม่อ้วนและสามารถควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดได้ตลอดเวลา ท่านจะมีโอกาสเกิดโรคดังกล่าวน้อยมาก ส่วนท่านที่อ้วนแล้ว ท่านจะต้องตั้งใจอย่างแน่วแน่ เพื่อค่อยๆ ลดน้ำหนักลงมาให้อยู่ในเกณฑ์ปกติฑ์ให้ได้ เราขอเป็นกำลังใจให้ท่านประสบความสำเร็จในการลดน้ำหนักนะคะ

อดนอนส่งผลเสียต่อร่างกายขนาดไหน

เราถูกสอนกันมานานแล้วว่าคนเราต้องนอนอย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมงเพื่อให้ร่างกายได้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ แต่ข้อมูลปัจจุบันพบว่าคนส่วนใหญ่อาจไม่ต้องนอนให้ถึง 8 ชั่วโมงก็ได้ แต่ต้องเป็นการนอนหลับที่มีคุณภาพเพียงพอ

สิ่งต่อไปนี้ใช้ช่วยสังเกตตัวเองได้ว่าเรานอนหลับเพียงพอหรือไม่

  1. เมื่อตื่นมาตอนเช้า เรารู้สึกยังไม่สดชื่น อยากจะนอนต่อไปอีก
  2. ในระหว่างวัน เรามีอาการง่วงเหงาหาวนอนอยู่เรื่อยๆ
  3. ถ้ามีโอกาสได้นอนในตอนกลางวันเราอาจหลับไปภายในเวลา 5 นาทีเท่านั้น

การนอนไม่พอมีผลต่อร่างกายอย่างแน่นอน ถ้าเรานอนน้อยไปเพียงหนึ่งวันอาจไม่เห็นผลกระทบที่รุนแรงนัก อย่างมากก็แค่ง่วงซึมบ้างในช่วงกลางวัน แต่ครั้นพอตกกลางคืนเมื่อได้นอนอย่างเต็มอิ่มอีกครั้งร่างกายก็จะฟื้นตัวกลับมาสดชื่นได้อีกในวันรุ่งขึ้น แต่ถ้ายังคงอดนอนต่อไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งเห็นผลกระทบชัดเจนขึ้น

การอดนอนส่งผลกระทบทั้งต่อร่างกายและอารมณ์พร้อมกัน ดังนี้

  • ทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย
    เพราะไม่มีการสำรองพลังงานมาใช้ในวันรุ่งขึ้น มีผู้กล่าวว่าถ้าร่างกายเรามีพลังงานอยู่เท่ากับ 100% เราจะหมุนเวียนพลังงานใช้จริงอยู่เพียง 70% ที่เหลืออีก 30% จะเป็นพลังงานสำรองของชีวิตเอาไว้ใช้ในยามป่วยไข้ไม่สบายหรือใช้ในภาวะฉุกเฉินต่างๆรวมถึงภาวะอดนอนนี้ด้วย ดังนั้นจึงพบว่าถ้าอดนอนสั้นๆ เราจึงไม่เป็นอะไรมาก แต่ถ้านานไปพลังงานที่เหลือ 30% นี้ก็จะร่อยหรอลงและเมื่อนั้นเราก็จะมีอาการไม่สบายชัดเจนขึ้น

 

  • การอดนอนทำให้เกิดโรคอ้วนตามมาได้
    เนื่องจากเกิดความผิดปกติของกระบวนการเผาผลาญน้ำตาลในเลือด ทำให้น้ำตาลในเลือดมีไม่เพียงพอ ส่งผลให้เราต้องรับประทานมากยิ่งขึ้น อาการจะคล้ายกับผู้ป่วยโรคเบาหวานแบบที่ 2 (Diabetes type 2) การที่เราตื่นอยู่นานแบบอดนอนทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานมากขึ้น เราจึงรู้สึกอยากรับประทานอาหารมากยิ่งขึ้นไปอีก จากหลักฐานการศึกษาพบว่าความอ้วนที่เกิดจากการอดนอนพบได้บ่อยขึ้นในคนอายุน้อย หรือในวัยกลางคนมากกว่ากลุ่มผู้สูงอายุ ปัจจัยเสริมอย่างอื่นก็เช่นการดูทีวีรอบดึกก็มีผลให้อยากรับประทานอาหารเพิ่มอีกหนึ่งมื้อ หรืออยากรับประทานขนมขบเคี้ยวมากขึ้น ก็จะยิ่งเป็นตัวเสริมให้อ้วนขึ้นไปเรื่อยๆ

 

  • การอดนอนทำให้ร่างกายไม่เจริญเติบโต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็ก
    เนื่องจากฮอร์โมนเกี่ยวกับการเจริญเติบโตถูกสร้างน้อยลง รวมไประบบภูมิคุ้มกันของร่างกายถูกรบกวนอีกด้วย ทำให้เจ็บป่วยได้ง่าย หรือรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตจากการอดนอนเลยก็มีดังที่เป็นข่าวข้างต้น

เมื่ออดนอนเรื้อรังจะส่งผลต่อการทำงานของสมอง ดังนี้

  • ทำให้หลอดเลือดสมองตีบ
    มีผลการศึกษาทางการแพทย์รายงานว่าผู้ที่มีปัญหาปวดศีรษะและความจำไม่ดีจำนวนหนึ่งเมื่อตรวจเอกซเรย์สมองแล้วพบว่ามีหลอดเลือดสมองตีบ และเมื่อสืบประวัติย้อนกลับไปพบว่าจำนวนมากที่มีประวัตินอนไม่พอร่วมด้วย หลังจากที่ผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้นอนหลับเพิ่มขึ้นก็พบว่าหลอดเลือดสมองที่ตีบนั้นดีขึ้นเช่นกัน นักวิจัยกำลังศึกษาเรื่องนี้มากขึ้นและอาจมีเหตุผลอธิบายที่ชัดเจนขึ้นในอนาคต

 

  • ทำให้กระบวนการเรียนรู้ช้าลง
    การอดนอนจะมีผลต่อการทำงานของสมองในส่วนต่างๆ ให้ทำงานผิดไป เช่นที่สมองส่วนหน้าสุด (prefrontal cortex) จะทำให้การเรียนรู้จากคำพูด (verbal learning tasks) แย่ลง ส่วนกลีบสมองบริเวณขมับ (Temporal lobe) จะทำให้การเรียนรู้ด้านภาษา (language processing) ช้าลง

 

  • ทำให้เกิดอาการงีบหลับสั้นๆ หรือที่เรียกว่า “หลับกลางอากาศ” หรือ “หลับใน”
    เกิดจากการที่สมองส่วนธาลามัส (Thalamus) ของคนที่นอนไม่พอ จะหยุดทำงานช่วงสั้นๆ แบบชั่วคราว อาจเป็นวินาทีหรือนานถึงครี่งนาที ทำให้เกิดอาการงีบหลับ ไม่ตื่นตัว ไม่ตอบสนองต่อการรับรู้ใดๆ หรือรับรู้ได้ช้า บางคนเรียกภาวะนี้ว่า “หลับใน” ซึ่งเป็นอันตรายมากถ้าเกิดขึ้นระหว่างที่กำลังขับรถหรือระหว่างการทำงานที่ต้องใช้ความเร็วหรือความแม่นยำอยู่ด้วย เราคงได้ฟังเรื่องอุบัติเหตุทางรถยนต์จากการหลับในนี้อยู่บ่อยครั้งแล้วนะครับ

 

  • ทำให้เกิดอาการทางจิต
    การอดนอนชนิดรุนแรงสามารถทำให้เกิดภาวะโรคทางจิต (psychosis) ได้ เช่น อาการหูแว่ว ประสาทหลอน หลงผิด ระแวงกลัวคนมาทำร้าย หรือมีอาการคล้ายคนที่เป็นโรคอารมณ์แปรปรวนหรือโรคอารมณ์สองขั้ว (Bipolar disorder) เช่นมีอารมณ์ร่าเริงสนุกสนานผิดปกติ หรือมีอารมณ์เศร้าผิดปกติได้ นอกจากนั้นยังทำให้เกิดอาการหงุดหงิดง่าย หรืออารมณ์เสียง่ายมากน้อยตามแต่ความรุนแรงของการอดนอนนั้น

แนวทางการรักษาเรื่องอดนอนที่ได้ผลดีที่สุด คือ การนอนให้พอเพียง อาจจะใช้เวลานอนให้มากกว่าปกติในวันก่อนที่รู้ว่าจะต้องอดนอน และเมื่ออดนอนมาแล้วก็ควรหาเวลานอนชดใช้ให้มากพอ ภาวะอดนอนก็จะดีขึ้นได้เองโดยที่ไม่ต้องไปหาการรักษาที่ยุ่งยากอื่น

ท่านอนที่ดีต่อสุขภาพ

นอนท่าไหน ส่งผลตต่อสุขภาพอย่างไร

นอกเหนือจากระยะเวลาการนอนในแต่ละวันที่ส่งผลต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตแล้ว (ระยะเวลาการนอนหลับที่เหมาะสม คือ 6-8 ชั่วโมงต่อวัน) ท่าทางการนอนก็เป็นเรื่องที่ส่งผลต่อการหลับและสุขภาพของคุณด้วยเช่นกัน เพราะการนอนผิดท่าผิดทางสามารถทำให้คุณมีอาการต่างๆ ได้ เช่น ปวดหลังและคอ รู้สึกอ่อนล้า การหยุดหายใจชั่วขณะ ปวดหัว รวมถึงการเกิดริ้วรอยก่อนวัยด้วย

หากคุณกำลังสงสัยว่า แล้วท่านอนท่าไหนที่เหมาะสมที่สุด ลองมาดูกัน

• นอนหงาย

ถึงแม้ว่าการนอนหงายอาจจะไม่ใช่ท่าทางการนอนที่คนนิยมนอนกันมากที่สุด เพราะจากการสำรวจมีเพียง 8 เปอร์เซนต์เท่านั้นที่นอนในท่านี้ แต่ในทางกลับกัน การนอนหงายถือเป็นท่านอนที่ดีสุดและดีต่อสุขภาพ เพราะลักษณะท่าทางการนอนหงาย แผ่นหลังจะแนบกับพื้น ทำให้หัว คอ และกระดูกสันหลังอยู่ในท่าทางที่เป็นธรรมชาติ นั่นหมายความว่าไม่มีแรงกดเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษต่ออวัยวะที่กล่าวมา ส่งผลให้เกิดอาการเจ็บปวดน้อยที่สุดในขณะนอน

นอกจากนี้การนอนในท่าทางนี้ยังช่วยในเรื่องการเกิดอาการกรดไหลย้อนได้ด้วย อย่างไรก็ดี คำแนะนำสำหรับการนอนหงายที่ดี ควรเลือกหมอนที่มีความสูงที่เหมาะสมโดยรองรับศรีษะเพื่อให้กระเพาะอาหารอยู่ต่ำกว่าหลอดอาหาร ป้องกันอาหารหรือกรดย้อนออกมาจากระบบย่อยอาหาร

• นอนหันข้าง

การนอนหันข้างช่วยสามรถลดอาการกรดไหลย้อนได้เช่นเดียวกัน รวมถึงลดอาการปวดหลังและคอ เนื่องจากลำตัว กระดูกสันหลังและขาเหยียดตรง อีกทั้งยังช่วยเรื่องลดอาการกรนได้ดี เพราะเป็นท่าที่ระบบหายใจเปิดโล่ง

จากเหตุผลดังกล่าว จึงทำให้ท่านอนหันข้างถือเป็นหนึ่งในท่าทางการนอนที่ดีเช่นกัน โดยเฉพาะกับผู้ที่มีปัญหาเรื่องการหยุดหายใจขณะนอนหลับ อย่างไรก็ตาม ท่าทางการนอนนี้ก็มีข้อเสียอยู่บ้าง คือเกิดริ้วรอยบนใบหน้าเพราะครึ่งหนึ่งของใบหน้ากดลงบนหมอนนั่นเอง

• นอนคว่ำ

แม้จะเป็นลักษณะท่าทางการนอนที่ดีสำหรับคนที่มีเรื่องการกรน แต่โดยทั่วไปแล้วกลับส่งผลเสียในด้านอื่นๆ หลายอย่าง เพราะจำนวน 7 เปอร์เซนต์ของคนที่นิยมนอนท่านี้มักมีอาการปวดหลังและคอ เนื่องจากกระดูกสันหลังอยู่ในลักษณะที่ไม่เป็นธรรมชาติ

นอกจากนี้ กระเพาะของผู้นอนยังถูกกดทับ ซึ่งจะทำให้เกิดอาการชา จุกเสียด และปวดได้

• นอนขดตัว

จากจำนวน 41 เปอร์เซ็นต์ของผู้ใหญ่ที่นอนในท่าขดตัวเหมือนทารกในครรภ์ จึงทำให้ท่านอนขดตัวได้รับความนิยมมากที่สุดในบรรดาท่าทางการนอนที่กล่าวมาทั้งหมด การนอนหันข้างขดตัวและงอเข่า เหมาะสำหรับสตรีที่กำลังตั้งครรภ์ เพราะช่วยเพิ่มวงรอบของร่ายกายและทารกในครรภ์

ไม่เพียงแค่สตรีมีครรภ์ทั้งนั้น แต่การนอนขดตัวยังเหมาะสำหรับคนที่ชอบนอนกรนด้วย ถึงอย่างนั้นการอยู่ในท่าขดตัวนานๆ อาจส่งผลกระทบต่อกระบังลมได้ รวมทั้งทำให้รู้สึกอ่อนล้าได้เมื่อตื่นนอนตอนเช้า โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการปวดข้อหรือหลัง วิธีแก้ไขคือยืดตัวให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ หรืออาจจะวางหมอนไว้ระหว่างเขาเพื่อลดการตึงของสะโพก

ประโยชน์ของการวิ่งที่คุณควรรู้

ทุกคนทราบกันดีอยู่แล้วว่าการวิ่งนั้นสามารถช่วยลดน้ำหนักและปรับรูปร่างได้ แต่คุณรู้หรือไม่ว่าความจริงแล้วการวิ่งนั้นมีประโยชน์ต่อร่างกายแทบทุกส่วน รวมไปถึงยกระดับอารมณ์ของคุณขึ้นมาได้ด้วย การวิ่งนั้นช่วยให้คุณสุขภาพดีขึ้นอย่างเหลือเชื่อ และแม้ว่าการออกกำลังกายอาจไม่ใช่เรื่องที่ทุกคนจะชื่นชอบ แต่ลองมาดูกันก่อนว่าการวิ่งมีประโยชน์มากมายขนาดไหน บางทีคุณอาจมองการวิ่งด้วยมุมมองใหม่ๆ แล้วอยากลองวิ่งดูสักทีก็ได้นะ

1. ปรับปรุงสุขภาพของคุณ
เชื่อหรือไม่ว่าการวิ่งนั้นเป็นวิธีสุดยอดของการยกระดับสุขภาพทั้งเรือนร่าง จากการวิจัยพบว่าการวิ่งจะช่วยเพิ่มระดับของคอเลสเตอรอลที่ดี ในขณะที่ช่วยยกระดับการทำงานของปอดและช่วยให้ใช้งานปอดได้ดีขึ้น ทั้งยังเพิ่มระดับของภูมิคุ้มกัน และยังลดความเสี่ยงในการเกิดลิ่มเลือดได้ด้วย

2. ป้องกันโรค
สำหรับผู้หญิง การวิ่งช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านม และยังลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือดสมอง แพทย์หลายคนแนะนำให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานระยะแรกให้ออกกำลังกายด้วยการวิ่ง รวมไปถึงยังเหมาะกับผู้ป่วยโรคความดันโรคหิตสูง โรคกระดูกพรุน และยังช่วยป้องกันความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจได้ โดยการวิ่งจะช่วยให้หลอดเลือดแดงมีความยืดหยุ่นขึ้น เสริมสร้างความแข็งแรงของหัวใจ ลดโอกาสที่จะมีอาการหัวใจวายได้อย่างมาก

3. ช่วยลดน้ำหนัก
การวิ่งเป็นการออกกำลังกายที่ช่วยให้คุณลดน้ำหนักหรือรักษาน้ำหนักไว้ให้คงที่ ซึ่งการวิ่งนี้จะช่วยเผาผลาญพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นอันดับสอง เมื่อเทียบกันเป็นพลังงานต่อนาที ซึ่งเป็นรองแค่การเล่นสกีเท่านั้น

4. เพิ่มความมั่นใจของคุณ
การวิ่งไม่เพียงแต่มีประโยชน์ต่อร่างกายเท่านั้น แต่ยังช่วยกระตุ้นความมั่นใจและความนับถือตัวเองขึ้นมาได้ด้วย ด้วยการตั้งเป้าหมายอย่างมีวินัยและมุ่งมั่นในการวิ่งจะช่วยให้คุณได้รู้สึกมีอำนาจในตนเอง ทำให้คุณรู้สึกมีความสุขมากขึ้นตามไปด้วย

5. บรรเทาความเครียด
ความเครียดเป็นสาเหตุหนึ่งของปัญหาสุขภาพและปัญหาทางด้านอารมณ์ นอกจากนี้ยังลดความอยากอาหารและคุณภาพการนอนหลับก็ลดลงไปด้วย เมื่อคุณวิ่งจะมีการบังคับให้ร่างกายใช้พลังงานและฮอร์โมนส่วนเกิน จึงช่วยลดอาการปวดหัวจากความตึงเครียดได้

6. ขจัดภาวะซึมเศร้า
เมื่อคุณรู้สึกหดหู่ สิ่งสุดท้ายที่คุณต้องการทำก็คือลุกขึ้นมาแล้วออกไปวิ่ง แต่คุณจะพบว่าหลังจากใช้เวลาวิ่งเพียงไม่กี่นาที สมองก็จะปลอดปล่อยฮอร์โมนซึ่งช่วยยกระดับอารมณ์ของคุณขึ้น แต่อย่างไรก็ดียังมีวิธีอื่นๆ ที่รักษาอาการซึมเศร้าได้ดีและเร็วกว่าการออกกำลังกายเช่นการวิ่งนี้

จะเห็นได้ว่าการวิ่งช่วยซ่อมแซมสุขภาพได้หลายอย่างด้วยกัน แต่ความจริงนี่เป็นเพียงประโยชน์ส่วนน้อยเท่านั้น การวิ่งมีประโยชน์ต่อทั้งร่างกาย จิตใจและจิตวิญญาณ แค่การวิ่งระยะสั้นๆ ก็ทำให้รู้สึกระปรี้กระเปร่าขึ้น มีสมาธิมากขึ้น และมีความสุขในชีวิตมากขึ้นไปด้วย