เรื่องจริงของโรคที่ผู้หญิง เสี่ยงเป็นมากกว่าผู้ชาย

ผู้ชายและผู้หญิงเท่าเทียมกันในสังคมปัจจุบัน แต่หลายๆ เรื่องก็คงได้แค่พูดเป็นเพียงแค่นามปธรรม เพราะในสังคมบางสิ่งบางอย่างก็ยังคงไม่เท่าเทียมในหลาย ๆ เรื่อง ทำให้ผู้หญิงในยุคปัจจุบัน ต้องเก่งในการทำงาน เป็นทั้งภรรยาที่ดีเพียบพร้อมและเป็นคุณแม่สุดสตรอง อีกทั้งก็ยังที่จะทิ้งสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ คือ รูปร่างหน้าตาต้องเพอร์เฟคอยู่เสมอ ทำให้มีทั้งความเครียดและเร่งรีบจากสารพัดกิจกรรมที่อัดแน่นในแต่ละวันจากบทบาทที่หลากหลาย และเพราะความวุ่นวายจากภารกิจรายวันทำให้หลายคนอาจลืมดูแลสุขภาพไป จนบ่อยครั้งกว่าจะรู้ตัวก็ป่วยซะแล้ว

แต่สุขภาพที่ดีนอกจากเป็นความงามที่สะท้อนออกมาสู่ภายนอกแล้ว ร่างกายที่แข็งแรงยังเป็นต้นทุนให้เราออกไปใช้ชีวิตและทำบทบาทต่าง ๆ ได้อย่างสมบูรณ์อีกด้วย เรามีข้อมูลดีๆ จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู และชะลอวัยชื่อดัง อย่างคุณหมอแอมป์ – นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ ที่จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจ ชวนผู้หญิงใส่ใจสุขภาพ

ทำไมผู้หญิงถึงเสี่ยงเป็น “โรคอ้วน-อัลไซเมอร์-ซึมเศร้า” มากกว่าผู้ชายสองเท่า
“แม้จะมีรายงานระบุว่าอายุขัยโดยเฉลี่ยของผู้หญิงอยู่ที่ 82 ปี ขณะที่ผู้ชายอยุ่ที่ 76 ปี” แต่ในทางกลับกันผู้หญิงกลับมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคต่าง ๆ ได้มากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะโรคกลุ่ม NCDs (Non-Communicable diseases) หรือที่เราน่าจะรู้จักกันในชื่อกลุ่มโรคไม่ติต่อเรื้อรัง ที่ทำให้คนไทยมีสถิติการเสียชีวิตสูงถึง 75 % โดยในปัจจุบัน พบผู้ป่วยเป็นโรคอ้วนกว่า 35 % ของประชากรไทยทั้งหมด ซึ่งเป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชายถึงสองเท่า นอกจากนี้ ผู้หญิงยังคงเสี่ยงที่จะเป็นโรคอัลไซเมอร์ เกิดภาวะเครียดและซึมเศร้า ได้มากกว่าผู้ชายถึงสองเท่าเช่นกัน รวมถึงมีความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเต้านมและมะเร็งปากมดลูกอีกด้วย

เคล็ดลับสุขภาพดี 4 ประการ
สุขภาพดีใครๆ ก็สร้างได้ งานนี้คุณหมอแอมป์จึงมีคำแนะนำดีๆ ที่จะช่วยให้ทุกคนสามารถสร้างสุขภาพที่ดีให้แก่ตัวเองได้ โดยประโยคแบบสั้น ๆ เพื่อให้ทุกคนสามารถท่องได้จำได้และนำไปใช้จริง คือ “กินก่อนหิว – นอนก่อนง่วง -ออกกำลังกายก่อนอ้วน และพักผ่อนก่อนป่วย” ที่สำคัญ คือ อย่าละเลยที่จะไปตรวจเช็คสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะโรคที่ผู้หญิงมีความเสี่ยงที่จะเป็นกันทุกคนอยู่แล้ว เช่น การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมซึ่งอาจตรวจเบื้องต้นด้วยตนเองหรือตรวจโดยแพทย์เลยก็ได้ และหากอายุเกิน 40 ปี ควรตรวจด้วยวิธีแมมโมแกรมที่มีประสิทธิภาพในการตรวจมะเร็งเต้านมมากกว่าวิธีอื่น และ ตรวจมะเร็งปากมดลูก ที่สามารถทำได้โดยวิธีแปปสเมียร์ (Pap Smear) เพื่อหาการติดเชื้อไวรัส HPV นอกเหนือจากการตรวจแล้ว แนะนำว่าสาว ๆ ควรป้องกันมะเร็งปากมดลูกด้วยการฉีดวัคซีนด้วย