การรักษาอาการหูอื้อมีวิธีอะไรบ้าง

ในการรักษาเบื้องต้นอาการหูอื้อก็คือ ควรไปพบแพทย์ และแพทย์จะทำการตรวจหาสาเหตุของอาการหูอื้อ หลังจากนั้นก็จะใช้วิธีการรักษาตามสาเหตุที่เกิดขึ้นของแต่ละคนอย่างเหมาะสม เช่น หากเกิดจากภาวะขี้หูอุดตัน ก็สามารถรักษาให้หายขาดได้ โดยการไปพบแพทย์เพื่อดูดขี้หูออกนั้นเอง ผู้ป่วยไม่ควรแคะหูด้วยตนเอง

เพราจะยิ่งทำให้ขี้หูดันลึกเข้าไปข้างในหูอีก หรืออาจทำให้เกิดบาดแผลและการติดเชื้อในช่องหูได้ ซึ่งถ้าหากมีการติดเชื้อทางช่องรูหรือรูหูนั้นก็มักจะมีโรคแทรกซ้อนที่เกี่ยวกับหูเกิดขึ้น เช่น โรคหูชั้นในอักเสบ หูชั้นในติดเชื่อ แก้วหูติดเชื้อมีน้ำหนอง มีน้ำหนองในหู เป็นต้น

แต่ถ้าหากสาเหตุเกิดจากการติดเชื้อในหู แพทย์ก็อาจจะให้รับประทานยาปฏิชีวนะเพื่อกำจัดเชื้อโรคที่อยู่ในหู เพื่อให้เชื้อโรคหยุดแพร่กระจาย หรือถ้าหากเกิดจากโรคหวัดก็ต้องรักษาเชื้อหวัดให้หายก่อน โดยการกินยา หรือการฉีดยา หรือรักษาไปตามอาการให้หายดีก่อน ค่อยทำการรักษาหูเป็นอันดับต่อไป เพราะถ้าหากไม่ทำการรักษาโรคหวัด ก็จะทำให้หูติดเชื้อได้ง่าย

เพราะว่าจมูกกับหูมีช่องเชื่อมโยงกัน ถ้าหากมีน้ำมูกก็อาจจะทำให้เกิดการขังที่หูได้ ฉะนั้นควรจะต้องรักษาโรคหวัดให้หายดีก่อน แต่ถ้าหากเกิดจากมีสิ่งแปลกปลอมเข้าหูนั้น แพทย์ก็จะใช้เครื่องมือนำสิ่งแปลกปลอมเหล่านั้นออกมาเพราะถ้าหากมีสิ่งแปลกปลอมในหู เช่น แมลงต่างๆก็จะทำให้หูเกิดการระคายเคืองและจนเกิดการอักเสบในช่องหูได้ และถ้าหากเกิดจากน้ำขังในหู ก็ต้องพยายามนำน้ำออกมา

โดยการเอียงหูลงต่ำ และกระโดด หรือเคาะศีรษะเบาๆ เพื่อให้น้ำไหลออกมาแต่ถ้าหากไม่สามารถนำน้ำออกมาได้ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ทำการรักษาเพราะหากน้ำขังในหูเป็นจำนวนมากและเป็นระยะเวลานาน แพทย์จะทำการเจาะแก้วหู และสอดท่อ เพื่อทำให้น้ำไหลออกมา บางรายอาจค้างท่อเล็กๆ ไว้เพื่อรักษา

แต่วิธีรักษานี้จะทำให้ไม่สามารถว่ายน้ำ หรือดำน้ำได้ตลอดชีวิต และนอกจากนี้อาจรักษาด้วยวิธีการใส่บอลลูนเพื่อขยายท่อที่ตีบ ซึ่งวิธีนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันแต่อาจจะต้องใช้เวลานานและในบางราย ก็จำเป็นต้องใช้  เครื่องช่วยฟัง  และใช้เงินจำนวนมากเพื่อรักษาและบางสาเหตุนั้นอาจจะต้องรักษาด้วยการผ่าตัด เช่น มีหินปูนเกาะที่กระดูกโกลนในหู หรือมีเนื้องอกในหู ซึ่งโรคหูเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดเพราะเป็นโรคหูที่เสี่ยงต่อการทำให้หูของผู้ป่วยไม่ได้ยินอีกตลอดชีวิต